วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ความหมายของโรคอ้วน



โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ การที่มีการสะสมของไขมันมากขึ้นนี้อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงมีการสะสมพลังงานที่เหลือเอาไว้ในรูปของไขมันตามอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อ

อ้วน

   สาว ๆ ทีเกิดมาหุ่นดี รูปร่างสวย มักจะภูมิใจในตัวเองที่ถือว่าเกิดมาโชคดี อย่างน้อย หน้าตาเลือกกันไม่ได้ แต่หุ่นได้มาตรฐาน ก็ยังพอที่จะทดแทน ให้เตะตาไอ้หนุ่มทั้งหลายได้ สังคมทุกวันนี้ ก็ช่างรู้เห็นเป็นใจ กับบรรดาสาวหุ่นเพรียวทั้งหลาย และมักจะมองข้ามคนอ้วน ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว แม้คนอ้วนจะมีน้อยกว่า แต่ก็มีมากพอ ที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมเดียวกัน
           คนอ้วนมักจะถูกค่อนขอด มักจะถูกล้อเลียนอยู่เสมอ เช่นว่า แม่หุ่นสามโคก ยายช้างน้ำ นางเอกอินเดีย ฯลฯ แต่ละคำที่หลุดออกมา ล้วนแล้วแต่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ ถ้าให้เลือกได้ใครล่ะอยากจะอ้วน ใครล่ะ อยากจะเป็นยายช้างน้ำ ยายผีเสื้อสมุทร ทุกคนก็อยากจะเป็นอย่างลูกเกด (เมทินี  กิ่งโพยม) อยากเป็นอย่าง ซินดี้ ครอฟอร์ด ซูปเปอร์โมเดลที่มีหุ่นสวยได้มาตรฐานกันทั้งนั้น
           ที่ว่าสังคมมันช่างรู้เห็นเป็นใจ กับคนหุ่นเพรียวนั้น ตัวอย่างที่เห็นกันชัด ๆ ก็น่าจะเป็น เสื้อผ้าที่บรรดา นักออกแบบแฟชั่นทั้งหลาย ทั้งระดับโลกและระดับประเทศในบ้านเรา พี่ท่านก็ช่างกระไร ออกแบบเสื้อผ้าแต่ชุด ตัวเล็กกระจิริด แทบจะยัดแขนยัดขาลงไปไม่ได้ แถมเปิดโน่นนิด โชว์นี้หน่อย ให้เห็นหน้าท้อง เห็นทรวดทรงองค์เอว...เรียวขา ปิดฝาโลงฝังคนอ้วน ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว
           จะมีบ้างก็ประเภทคนอ้วนใจถึง ที่มั่นใจเกินร้อย ใส่ชุดประเภทนี้กับเขาบ้าง โดยไม่ยอมส่องกระจก ชะโงกดูสารรูปตัวเอง ผลก็คือ ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ก็ถูกไอ้ตูบ หมาเพื่อนใจ ที่เคยจงรักภักดีเห่าไล่ส่ง ชนิดที่รับไม่ได้ เมื่อห็นเจ้านายของมัน ทำอะไรโดยไม่เห็นแก่หน้าของมันเลย (ฮิฮิ)
           คนอ้วนหลายคน(เกือบทุกคนก็ว่าได้) คนไม่ไหวต่อคำค่อนขอดของสังคม รวบรวมเงินทองได้ก้อนหนึ่ง ก็วิ่งไปปรึกษาแพทย์ ขอคำแนะนำที่จะทำให้ตัวเอง ผอมเหมือนชาวบ้านให้ได้ คำแนะนำที่ได้ ก็คือต้องหมั่นดูแลควบคุม อาหารการกินในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ทานอาหารจุบจิบ แต่สัญชาตญาณของคุณเธอ ที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยปาก ให้ฟาดทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงกฎเกณฑ์ 2-3 อย่างที่หมอให้มา ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ น้ำหนักก็ไม่ยอมลด แถมอ้วนเอ๊าอ้วนเอา หนักขึ้นไปอีก

ชนิดของโรคอ้วน





โรคอ้วนที่ผลร้ายต่อสุขภาพมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1.             อ้วนลงพุง เป็นลักษณะของคนอ้วนที่มีการสะสมของไขมันที่บริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหารและอื่นๆ ไขมันที่อยู่ในอวัยวะภายในเหล่านี้ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขมันในเลือดสูง โดยรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า
2.             อ้วนทั้งตัว  ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติโดยไขมันที่เพิ่มขึ้น มิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใด
      ตำแหน่งหนึ่งโดยเฉพาะ บางคนนอกจากเป็นโรคอ้วนทั้งตัวแล้วยังเป็นโรคอ้วนลงพุงร่วมด้วย จะมีโรค
      แทรกซ้อนทุกอย่าง และโรคที่เกิดจากน้ำหนักตัวมาก ได้แก่ โรคไขข้อ ปวดข้อ ข้อเสื่อม ปวดหลัง ระบบ
     หายใจทำงานติดขัด
            





การลดน้ำหนักหรือการลดความอ้วน

การลดน้ำหนักหรือการลดความอ้วน
           มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงชัดเจน การลดน้ำหนักจะช่วยให้มีอายุยืนและช่วยในการรักษาโรคต่าง ๆ กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การลดน้ำหนักจึงเป็นสิ่ง
จำเป็นมาก วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องและไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายก็คือ การลดไขมันที่สะสมอยู่มากกว่าปกติในร่างกาย ซึ่งทำได้ดังนี้
           1. การแก้ไขด้านอาหาร หรือลดปริมาณอาหารที่ทาน  
            2. การออกกำลังกาย หรือการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญสารอาหารที่ทานเข้าไปมากขึ้น

ข้อควรปฏิบัติอื่น ๆ ในการลดน้ำหนัก


           1. ปรึกษาแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทราบว่า สาเหตุของการเป็นโรคอ้วนนั้น เนื่องมาจากการทำงานของ ต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ หรือนิสัยการกินไม่ดี แพทย์หรือผู้ชำนาญเรื่องนี้ จะเป็นผู้บอกว่า บุคคลนั้น ควรจะลดน้ำหนักมากน้อยเท่าใด กินอย่างไร และออกกำลังกาย มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย
           2. ชั่งน้ำหนักร่างกายอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง การชั่งน้ำหนักควรชั่งเวลาเดียวกันทุกครั้ง อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกาย เปลี่ยนแปลงตลอดวัน การชั่งน้ำหนักเวลาเดียวกันจะทำให้ทราบ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักโดยแท้จริง เวลาที่ดีที่สุด ในการชั่งน้ำหนัก คือ หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว ก่อนรับประทานอาหารเช้า
           3. ควรลดน้ำหนักทีละน้อย หรือค่อยเป็นค่อยไป จึงจะปลอดภัย การลดน้ำหนักฮวบฮาบ ในเวลาอันสั้น อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย หรือถึงตายได้ ดังนั้นในสัปดาห์หนึ่ง ควรลดน้ำหนักไม่เกิน 1/2-1 กิโลกรัม นอกจากแพทย์ จะเป็นผู้ควบคุมอย่างใกล้ชิด อย่าลืมว่า น้ำหนักร่างกายของคนเรานั้น ไม่ได้ เพิ่มขึ้นในเวลา 1-2 สัปดาห์ การเพิ่มน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือนับปี ดังนั้นการลดน้ำหนัก ย่อมยากที่จะทำสำเร็จภายใน 1-2 เดือน ในระยะแรก ของการลดน้ำหนัก ต้องมีความอดทนพอสมควร คือต้องรอคอยผล ซึ่งต้องใช้เวลา ใน2-3 สัปดาห์แรก อาจทำให้ไม่ได้ผล ต้องพยายามลดน้ำหนักต่อไป น้ำหนักจึงจะค่อย ๆ ลดลง ในอัตราทสม่ำเสมอ โดยมากคนไข้ มักหมดกำลังใจเสียก่อน เลยทำไม่สำเร็จ
           4. พยายามรับประทานอาหารให้ตรงเวลา อย่าอดอาหารบางมื้อ คนทั่วไปชอบคิดกันว่า ถ้าอดอาหารเช้า จะทำให้น้ำหนักลดลง นับว่าเป็นความคิดที่ผิด นักโภชนาการ ได้ทำการค้นคว้าแล้วว่า อาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และต้องเป็นอาหาร ที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหาร มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงจำต้องได้รับอาหาร ที่ดีมาทดแทน เพราะถ้าเราอดอาหารเช้าแล้ว ธรรมชาติของร่างกาย จะทำให้รับประทานอาหารชดเชย มากขึ้นในมื้อต่อไป ควรทานอาหารทุกมื้อตามปกติ แต่ไม่ควรทานมื้อเย็นมากนัก และควรลดขนมหวาน หรือเครื่องดื่ม ที่มีพลังงานสูงก่อนเข้านอน เพราะหลังอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ได้ออกแรงทำงาน อาหารที่รับประทานเข้าไป จะถูกเก็บสะสมไว้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย  ถ้ารู้สึกหิว ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือนมอุ่น ๆ ที่ไม่มีไขมันสัก 1 แก้วก่อนนอน
           5. ควรแก้ไขนิสัยการบริโภคอาหารที่ไม่ดี เป็นต้นว่า ต้องทานแต่พอรู้สึกอิ่มเท่านั้น จากการค้นคว้าพบว่า แม่บ้านที่เป็นโรคอ้วน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ ชอบทานจุบทานจิบอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ตัวว่าอิ่มแล้ว เพราะเสียดายของ ไม่ต้องการให้อาหารเหลือ ควรหัดให้กระเพาะ ชินกับการจำกัดอาหารทีละน้อย ในที่สุด ก็จะทานน้อยไปเอง ถ้ารู้สึกหิวก่อนถึงเวลาอาหาร ควรทานผลไม้ หรือดื่มน้ำผลไม้เท่านั้น หรืออาจใช้เครื่องดื่ม ที่ไม่มีครีมและน้ำตาลได้ นอกจากนี้ มีรายงานว่า ผู้ที่ทานอาหารรีบร้อน หรือเร็วมักอ้วนง่ายกว่าผู้ที่ทานช้า
           6. ควรออกกำลังกายควบคู่ไปกับการจำกัดอาหาร จากการสำรวจพบว่า นักเรียนหญิงที่เป็นโรคอ้วน มักไม่ชอบออกกำลังกาย ทั้งที่ทานอาหารเท่าเด็กปกติ การออกกำลังกาย ปฏิบัติได้ทุกเวลา เว้นแต่หลังอาหารใหม่ ๆ หรือก่อนนอน  ทางที่ดีควรออกกำลังกาย ก่อนทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายเพียงวันละ ครึ่งชั่วโมงทุกวัน จะให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้มาก
           7. ไม่ควรอดนอน หรือลดชั่วโมงการพักผ่อนลง ควรพักผ่อนหลับนอนตามปกติ เพราะระหว่างลดน้ำหนัก ร่างกายมักอ่อนแอลง เป็นช่องทางให้เกิดโรคได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่ทาน ถึงจะมีปริมาณน้อย ก็ต้องมีคุณค่าสูง และร่างกาย ก็ต้องการพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วย
           8. เมื่อลดน้ำหนักได้สำเร็จ จนถึงระดับที่ต้องการแล้ว ต้องควบคุมน้ำหนักไว้ โดยต้องระมัดระวัง เรื่องการทานอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย ถ้าไม่ควบคุมให้ดี น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นโดยง่าย
           9. ในต่างประเทศพบว่า การลดน้ำหนักเป็นหมู่ หรือเป็นพวกนั้นทำได้ง่ายกว่าทำคนเดียว ดังนั้น ควรหาสมัครพรรคพวก แล้วแข่งกันว่าใครจะทำได้ สำเร็จก่อน
โรคผอมแห้งและอาหารเพิ่มน้ำหนัก

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การออกกำลังกาย


           การออกกำลังกาย จะช่วยให้การใช้อาหารลดน้ำหนัก เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเวลาร่างกายทำงาน หรือออกกำลังกาย ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงาน ถ้าออกแรงมาก ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมาก การออกกำลังกาย ยังช่วยให้กล้ามเนื้อ และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ประสานงานกันดีขึ้น หัวใจ และปอดทำงาน ดีขึ้น  ไม่เหนื่อยง่าย ท้องไม่ผูก  
           จากการทดสอบพบว่า ถ้าเราเดินวันละ 1 ชั่วโมงด้วยความเร็วพอสมควร วิ่ง ขี่จักรยานหรือว่ายน้ำวันละ 20 นาที จะเสียพลังงานวันละ 200 แคลอรี ถ้าทำเช่นนี้ทุกวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือนจะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 1/2-1 กิโลกรัม การทำสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ก็จะช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน การขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ทำได้ง่าย และช่วยลดน้ำหนักด้วย คนอ้วนที่ไม่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง ควรพยายามเคลื่อนไหว ออกกำลังกายให้มาก และพยายามทำ ให้สม่ำเสมอทุกวัน ควบคู่กันไปกับการลดอาหาร
           ในเรื่องการออกกำลังกายนี้ มีผู้โต้แย้งเสมอว่า เวลาออกกำลังกายเหนื่อย ความอยากอาหารมักจะมีมากขึ้น ทำให้ยิ่งหิว ก็ยิ่งทานอาหารได้มาก เลยลดน้ำหนักไม่สำเร็จ บางคนอ้วนกว่าเดิมก็มี ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ปฏิบัติไม่ทำโดยสม่ำเสมอ มักจะทำบ้างหยุดบ้าง จึงทำให้การลดน้ำหนัก ไม่ได้ผล นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทำการค้นคว้าเรื่องนี้โดยละเอียด อธิบายว่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ถ้ามาออกแรงทำงาน หรือเล่นกีฬา ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นในตอนแรก  ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะปรับปรุงการทานอาหาร ให้ได้สมดุล กับปริมาณพลังงานที่ร่างกายใช้จ่าย คือ เมื่อใช้มาก ก็ทานมาก เป็นเงาตามตัว แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง และทำจนเคยชิน ความอยากอาหาร จะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าบุคคลนั้นออกกำลังกาย จนเข้าขั้น เหนื่อยล้า (Fatigue) ความอยากอาหาร ก็จะลดลง ดังนั้นการออกกำลังกาย จะช่วยลดน้ำหนัก ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติ ทำสม่ำเสมอ และมากพอควร แต่ไม่ควร มากเกินไป จนถึงให้โทษ หรือเป็นอันตรายแก่ร่างกาย